อ่าน: 491
Small_font Large_font

Cancer chemotherapy, Antineoplastic agents (ยาเคมีบำบัด, ยาต้านมะเร็ง)

คำอธิบายพอสังเขป

ยาเคมีบำบัด (cancer chemotherapy) หมายถึง การรักษาด้วยยาเพื่อควบคุม หรือทำลายเซลล์มะเร็ง โดยออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และอาจทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง การใช้ยาเคมีบำบัดในโรคมะเร็งอาจแบ่งได้เป็น

  • การใช้ยาเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็งเพียงอย่างเดียว (primary chemotherapy) ในผู้ป่วยที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าไม่จำเป็นต้องได้รับการฉายรังสีหรือผ่าตัด
  • การใช้ยาเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็งแบบประคับประคองอาการ (palliative chemotherapy) ในผู้ป่วยที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้
  • การใช้ยาเคมีบำบัดเสริมการรักษา หลังจากที่ได้รับการผ่าตัดหรือฉายรังสีครบแล้ว (adjuvant chemothrapy) เพื่อหวังผลในการควบคุมโรคเฉพาะที่ให้ดีขึ้น และลดอุบัติการการแพร่กระจายของโรคลง
  • การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการรักษาด้วยการฉายรังสีหรือผ่าตัด (neoadjuvant chemotherapy) โดยอาศัยผลดีของการรักษา คือ ทำลายเซลล์มะเร็งที่ตำแหน่งปฐมภูมิและช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งที่อาจมีการแพร่กระจายออกไปแล้ว (micrometastasis)
  • การรักษาที่ใช้ทั้งการให้ยาเคมีบำบัดและรังสีรักษาพร้อมกัน (concomitant chemoradiotherapy)โดยที่หวังผลของยาเคมีบำบัดในการกำจัดเซลล์มะเร็งที่อาจมีการแพร่กระจายออกไปแล้ว (micrometastasis) และเพิ่มประสิทธิภาพของรังสีในการควบคุมโรคเฉพาะที่

การแบ่งประเภทของยาเคมีบำบัด อาจแบ่งได้ตามกลไกการออกฤทธิ์ หรือแบ่งตามโครงสร้างทางเคมี ดังนี้
1. ยาต้านเมแทบอไลต์ (antimetabolites) ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ (DNA) ทำให้หยุดการสร้างดีเอ็นเอ หรือเกิดการสังเคราะห์ ดีเอ็นเอ หรือโปรตีน ที่มีความผิดปกติไป และนำไปสู่การเกิดการตายของเซลล์มะเร็ง สารกลุ่มนี้จะมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายกับนิวคลีโอไทด์ (nucleotide) ทำให้ เอนไซม์เข้าใจผิดคิดว่าเป็นสารในร่างกายและเข้าจับกันแบบผันกลับไม่ได้ (irreversible) เอนไซม์จึงหมดฤทธิ์ไป อาจแบ่งกลุ่มได้ดังนี้

1.1 กลุ่มไพริมิดีนที่มีการเติมหมู่ฟลูออรีน (fluorinated pyrimidines) เช่น 5-ฟลูออโรยูราซิล [5-fluorouracil (5-FU)] และ แคพิซิทาบีน(capecitabine)
1.2 กลุ่มยาที่โครงสร้างทางเคมีคล้ายไซทิดีน (cytidine analogs) เช่น ไซตาราบีน (cytarabine) และ เจมไซตาบีน (gemcitabine)
1.3 กลุ่มเพียวรีน (purines and purine antimetabolites) เช่น 6-เมอร์แคปโทพิวรีน (6-mercaptopurine) และ 6-ไทโอกวัวนีน (6-thioguanine)
1.4 กลุ่มยาต้านโฟเลต (antifolates) เช่น เมโทเทรกเซต (methotrexate) และ เพมิเทรกซิด (pemetrexed)

2. Microtubule-targeting drugs
2.1 กลุี่มวินคา อัลคาลอยด์ (vinca alkaloids) เช่น วินคริสทีน (vincristine),วินบลาสทีน (vinblastine), และ วินอร์เรลบีน (vinorelbine)
2.2 กลุ่มแทกเซน (taxanes) เช่น แพคลิแทกเซล (paclitaxel) และ โดซีแทกเซล (docetaxel)

3. Topoisomerase inhibitors

ยับยั้งการทำงานของ topoisomerases ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สำคัญ ทำหน้าที่ตัดและเชื่อมสายดีเอ็นเอ (DNA) เพื่อลดความตึงเครียดของสายดีเอ็นเอขณะที่มีการคลายเกลียวของสายดีเอ็นเอ (ซึ่งทำให้สายดีเอ็นเอที่ยังไม่มีการคลายเกลียวเคลื่อนที่ผ่านไปได้) ระหว่างกระบวนการถ่ายแบบดีเอ็นเอ (DNA replication) และ การถอดรหัสดีเอ็นเอ (DNA transcription)
3.1 กลุ่มอนุพันธ์ของแคมโททีซิน (camptothecin derivatives) เช่น เออริโนทีแคน (irinotecan) และ โทโพทีแคน (topotecan)
3.2 กลุ่มอนุพันธ์ของโพโดฟิลโลทอกซิน (podophyllotoxin derivatives) เช่น อีโทโพไซด์ (etoposide) และ เทนิโพไซด์ (teniposide)
3.3 กลุ่มอนุพันธุ์ของแอนทราซีน (anthracene derivatives) เช่น
3.3.1 ดอกโซรูบิซิน (doxorubicin), ดาวโนรูบิซิน (daunorubicin), ไอดารูบิซิน (idarubicin), และ อีพิรูบิซิน (epirubicin)
3.3.2 ไมโทแซนโทรน (mitoxantrone)

4. Akylating agents เช่น
4.1 ไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophosphamide) และ ไอฟอสฟาไมด์ (ifosfamide)
4.2 กลุ่มไนโทรโซยูเรีย (nitrosoureas) เช่น คาร์มัสทีน (carmustine) และ โลมัสทีน (lomustine)
4.3 Nonclassic Alkylating Agents เช่น โพรคาบาร์ซีน (procarbazine), ดาคาร์บาซีน (dacarbazine), เทโมโซโลไมด์ (temozolomide)

5. กลุ่มโลหะหนัก (heavy metal compounds) เช่น ซิสแพลทิน (cisplatin), คาร์โบแพลทิน (carboplatin), และ ออกซาลิแพลทิน (oxaliplatin)

6. กลุ่มอื่นๆ (miscellaneous agents) เช่น บลีโอมัยซิน (bleomycin),ไฮดรอกซิยูเรีย (hydroxyurea),แอล-แอสพาราจิเนส (L-Asparaginase),อาร์เซนิคไทรออกไซด์ (arsenic trioxide) และ ไมโทมัยซิน ซี (Mitomycin C)

7. Targeted and biologic agent เช่น rituximab, alemtuzumab, trastuzumab, bevacizumab และ Imatinib เป็นต้น

การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดด้วยวิธีต่างๆ
การให้ยาเคมีบำบัดมีหลายวิธี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้พิจารณาในการเลือกวิธีการให้ยาตามความเหมาะสมในเเต่ละโรคและรายบุคคล

  1. ยาเคมีบำบัดชนิดรับประทาน
  2. ยาเคมีบำบัดชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าใต้ผิวหนัง วิธีนี้ใช้กับมะเร็งบางชนิดเท่านั้น
  3. ยาเคมีบำบัดชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ เป็นวิธีที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่
  4. ยาเคมีบำบัดชนิดฉีดเข้าทางช่องต่างๆ ของร่างกาย เช่น ช่องท้องหรือช่องไขสันหลัง
  5. ยาเคมีบำบัดชนิดฉีดเข้ากระเพาะปัสสาวะ ชนิดใช้กับโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเท่านั้น

ก่อนการใช้ยา

อาหารและเครื่องดื่มที่ต้องระวัง

ยาเคมีบำบัดมีผลต่อไขกระดูกทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดขาวลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ควรรับประทานอาหารที่สะอาด และปรุงสุกเเล้วใหม่ๆ ควรงดรับประทานผักสด หรือผลไม้ที่รับประทานทั้งเปลือก หากต้องการรับประทานควรล้างให้สะอาดและปอกเปลือกก่อนรับประทาน

ตั้งครรภ์

หากต้องการมีบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มให้ยาเคมีบำบัด

กลุ่มยา

รายการนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มยาต่อไปนี้

ยา

ยาต่อไปนี้อยู่ในกลุ่มยานี้

แหล่งอ้างอิง

  1. วิลาวัณย์ พิชัยรัตน์ และ สมสมัย สุธีรศานต์. การดูแลตนเองเมื่อได้รับยาเคมีบำบัด [สำหรับผู้ป่วยเเละครอบครัว] พิมพ์ครั้งที่ 2 . โรงพยาบาลสงขลานครินทร์. 2552 หน้า 5-19
  2. Medina PJ and Fausel C. Cancer Treatment and Chemotherapy. In : DiPiro JT, Talbert RL, Yee GC, Matzke GR, Wells BG and Posey LM , editors.PharmacotherapyA Pathophysiologic Approach 7th ed. New York: McGraw-Hill; 2008. p. 2085-2108.

ไตรรัตน์ แก้วเรือง
โพยม วงศ์ภูวรักษ์
09 มิถุนายน 2553 08 กรกฎาคม 2553
เพื่อนแนะนำ : เงินด่วน 30 นาทีถูกกฎหมาย, เราชนะรอบ 4, ยืมเงิน 3000 ด่วน, แอพผ่อนของ, กู้เงิน, สมัครบัตรเครดิต, สินเชื่อไม่เช็ค บูโรถูกกฎหมาย