อ่าน: 669

เป็นหวัดเจ็บคอ ต้องใช้ “ยาปฏิชีวนะ”หรือ “ยาแก้อักเสบ” ไหม?

เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลของหน้าฝนหรือหน้าหนาว โรคที่พบบ่อยมากโรคหนึ่งคือ "โรคหวัดธรรมดา"  แม้ปัจจุบันนี้มีโรคหวัดสายพันธุ์ใหม่ ๆ เช่น ไข้หวัดนก ไข้หวัดหมูหรือไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009  แต่โรคหวัดที่พบบ่อยก็ยังคงเป็น "โรคหวัดธรรมดา"  

ปัญหาที่ผู้เขียนพบเสมอเมื่อไปจ่ายยาที่ร้านยา คือ คนส่วนมากเข้าใจว่าเมื่อเป็นหวัดและเจ็บคอต้องกินยาปฏิชีวนะหรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่า "ยาแก้อักเสบ" เช่น มาขอซื้อยา อะมอกซิซิลลิน (amoxicillin), แอมพิซิลลิน (ampicillin), อีริโทรไมซิน (erythromycin)

ความจริงแล้ว "ยาปฏิชีวนะ" หรืออาจเรียกว่า "ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย" ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า "antibiotics" หรือ "antibacterial" นั้นเป็นยารักษาโรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย หรือรักษาอาการอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เนื่องจากเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียจะทำให้เกิดการอักเสบในบริเวณที่มีการติดเชื้อ เมื่อยาทำลายเชื้อหมดไปแล้ว อาการอักเสบนั้นก็จะหายไป  การเรียกว่า "ยาแก้อักเสบ" เป็นการสื่อความหมายที่ไม่ถูกต้อง และทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เมื่ออวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเกิดการอักเสบขึ้น ก็ต้องกิน "ยาแก้อักเสบ" ซึ่งส่วนใหญ่คิดว่าเป็น"ยาปฏิชีวนะ" ทั้งที่ยาปฏิชีวนะทำลายเชื้อโรคแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการอักเสบเท่านั้น แต่ไม่ได้มีผลในการแก้อักเสบทุกชนิด   คำว่า "ยาแก้อักเสบ" ควรใช้กับยาที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่สามารถรักษาอาการอักเสบจากสาเหตุใด ๆ ก็ได้ ตัวอย่างของยาต้านอักเสบ  (anti-inflammatory drug) เช่น ไดโคลฟีแนก (diclofenac), อินโดเมทาซิน (indomethacin),  ไอบิวโพรเฟน (ibuprofen)

โรคหวัดธรรมดาเกิดจากการติดเชื้อไวรัส และอาการเจ็บคอก็เป็นอาการหนึ่งของโรคหวัดจากการติดเชื้อไวรัส เพราะมีการอักเสบจากการติดเชื้อในบริเวณลำคอ อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อในลำคอส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 80 ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียแต่เกิดจากเชื้อไวรัส การเจ็บคอจากการติดเชื้อไวรัสจึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ และไม่ได้ทำให้โรคหายเร็วขึ้นแต่อย่างใด กลับทำให้เกิดปัญหาได้รับอาการไม่พึงประสงค์จากยาโดยไม่จำเป็น และอาจทำให้เชื้อดื้อยามากขึ้นได้

อาการเจ็บคอที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ คือ ไม่มีไข้ มีน้ำมูกมาก ไอบ่อย เสียงแหบ   การมีไข้สูงร่วมกับอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้คือ อาการเจ็บคอ หรือมีน้ำมูกมาก หรือไอมาก หรือมีเสียงแหบ หรือเมื่อหวัดใกล้หายแล้วน้ำมูกมีลักษณะเป็นสีเขียวเหลืองนั้นไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย  จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

หากสงสัยว่าเจ็บคอจากเชื้อแบคทีเรียควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อวิเคราะห์ดูอาการให้ชัดเจนและเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับโรคต่อไป

บทความโดย :  รศ.ดร.ภญ.โพยม วงศ์ภูวรักษ์
                        ภาควิชาเภสัชกรรมคลินิก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์



บรรณานุกรม

  1. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. แนวทางการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล (Antibiotic smart use). ปรับปรุงครั้งที่, 2551.
  2. Welliver RC. Chapter 76 - Viral Respiratory Infections. In: Rakel RE, Bope ET, eds. Rakel & Bope: Conn's Current Therapy.  60thed. Philadelphia: Saunders Elsevier,2008.
  3. David G,  Roger F,  Peter D, Mark W. Chapter 8: The problem of resistance. In: Greenwood D, Finch R, Davey P, Wilcox M., eds. Antimicrobial Chemotherapy. 5th ed. Oxford University Press;2007.


ภาพจาก flickr

: กาย
: บทความ
: สุขภาพดี
Payom 20 ก.ค. 2552 20 ก.ค. 2552
ความคิดเห็น (1)

คนไข้ที่ ไอเจ็บคอ แบบ ร้อน เล่าว่า ไม่ทานยาปฏิชีวนะ ไม่หายเจ็บคอ หรือ หายช้ามาก

เพราะเขาไม่มีสมุนไพรอื่น ให้เลือก ทาน จึง ทานยาปฏิชีวนะ บางตัวแล้ว สังเกตุผล

หากมีสมุนไพร แนะนำ ให้ทานได้ เขาก็ไม่ทานยาปฏิชีวนะ

วีรพัฒน์ 21 กรกฎาคม 2552 - 18:30 (#188)
ความคิดเห็น
captcha
 
หรือ ยกเลิก

เว็บไซต์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาวะ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หรือ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ หากมีปัญหาสุขภาพโปรดปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

เพื่อนแนะนำ : เงินด่วน 30 นาทีถูกกฎหมาย, เราชนะรอบ 4, ยืมเงิน 3000 ด่วน, แอพผ่อนของ, กู้เงิน, สมัครบัตรเครดิต, สินเชื่อไม่เช็ค บูโรถูกกฎหมาย