อ่าน: 3443
Propranolol (โพรแพโนนอล หรือ โพรพาโนลอล)
โพรแพโนลอล หรือ โพรพาโนลอล (propranolol) จัดอยู่ในยากลุ่มยับยั้งตัวรับเบต้า (β blocker) โดยออกฤทธิ์ในการแย่งจับกับสารในร่างกายที่ตัวรับเบต้าแบบไม่จำเพาะสามารถจับได้ทั้งตัวรับชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 (non-selective β adrenergic receptor antagonist) มีผลทำให้ยับยั้งการทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวลดลง อัตราการเต้นของหัวใจลดลง ความต้องการออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจลดลง และลดการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดดำที่ไหลจากกระเพาะ, ลำไส้เล็ก, ม้าม, ถุงน้ำดีและตับอ่อนไปสู่ตับที่เรียกว่า “หลอดเลือดดำพอร์ทัล (portal vein)”
ยานี้ใช้สำหรับรักษาในโรคต่าง ๆ ดังนี้
* โรคความดันเลือดสูง
* ภาวะปวดเค้นหัวใจ,
* ภาวะหัวใจเสียจังหวะแบบกลุ่มที่ 2 (antiarrhythmic, Group II),
* ภาวะหัวใจวายเหตุเลือดคั่ง
* ภาวะหลอดเลือดแดงเอออตาร์ตีบ (hypertrophic subaortic stenosis)
* ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร
* ภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
* อาการถอนเหล้าเฉียบพลัน
* ใช้ร่วมกับยาอื่นในการรักษาโรคเนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโทมา (pheochromocytoma)
* ใช้ป้องกันการเกิดไมเกรน (migraine)
* อาจใช้รักษาภาวะวิตกกังวล อาการสั่น ภาวะอาการนั่งไม่ติดที่จากยารักษาโรคจิต
มีการศึกษาพบว่ายานี้ช่วยลดอัตราการตายจากภาวะหัวใจขาดเลือดได้
ยานี้ไม่ได้ใช้เพื่อรักษาความดันเลือดให้หาย หรือทำให้โรคหัวใจหายขาด เพียงแต่ช่วยควบคุมความดันเลือด หรือ ควบคุมการทำงานของหัวใจ เนื่องจากภาวะความดันเลือดสูงที่ไม่ได้รับการควบคุมจะทำให้เกิดปัญหาร้ายแรง เช่น หัวใจล้มเหลว (heart failure) โรคหลอดเลือด โรคลมที่มีสาเหตุจากหลอดเลือดสมอง หรือโรคไต ทั้งนี้ต้องควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการลดน้ำหนักในรายที่น้ำหนักเกิน
โปรดแจ้งบุคลากรทางการแพทย์หากท่านเคยมีอาการผิดปกติใด ๆ หรือมีประวัติการแพ้ยาโพรแพโนนอล (propranolol) หรือ ยาอื่นในกลุ่มนี้ หรือ ส่วนประกอบใด ๆ ในยานี้ รวมทั้งการมีประวัติเคยแพ้สารอื่น เช่น อาหาร, สารกันเสีย, สี เป็นต้น
- ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
- ระดับยาในเลือดอาจสูงขึ้นเมื่อรับประทานพร้อมอาหาร
- หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรบางชนิด เช่น ตังกุย (dong quai), อีฟีดา (ephedra), โยฮิมบี (yohimbe), โสม,ขิง, บัวบก, ชะเอม, กระเทียม
- แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงการดื่มกาแฟ, แอลกอฮอล์, การสูบบุหรี่ และยาเสพติด เนื่องจากอาจมีผลต่อการทำงานของยานี้
การจัดประเภทของการใช้ยานี้ในสตรีตั้งครรรภ์มีความแตกต่างกันในแต่ละไตรมาส โดยการตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก (ช่วงไตรมาสที่ 1) จัดในประเภทบี (ฺC) และจัดในประเภทดี (ฺD) ในไตรมาส 2 และ 3
ยานี้สามารถผ่านทางรกได้ทำให้ส่งผลเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ โดยเฉพาะการให้ยานี้ในผู้มีอายุครรภ์มากกว่า 3 เดือน ซึ่งอาจมีผลทำให้เกิดะภาวะ หัวใจเต้นช้าไม่ยอมหยุด (persistent bradycardia), ความดันต่ำ (hypotension), ภาวะทารกโตช้าในครรภ์ (intrauterine growth restriction, IUGR) นอกจากนี้มีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่ายานี้มีผลเป็นพิษต่อตัวอ่อนในครรภ์ได้
ทั้งนี้ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นหากได้รับยานี้ระหว่างการตั้งครรภ์
ABCDX
รายการนี้จัดอยู่ในประเภท 'C' สำหรับสตรีมีครรภ์
จากการศึกษาในสัตว์พบว่ายาทำให้เกิดความผิดปกติต่อตัวอ่อนในครรภ์ แต่ไม่มีรายงานการศึกษาที่ควบคุมอย่างดีในมนุษย์ หรือ ไม่มีรายงานการศึกษาในมนุษย์และสัตว์ถึงผลของยาต่อตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์ ดังนั้น ควรใช้ยานี้เมื่อมีการประเมินแล้วว่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์
ABCDX
รายการนี้จัดอยู่ในประเภท 'D' สำหรับสตรีมีครรภ์
ยามีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม อาจใช้ยานี้ได้ หากพิจารณาแล้วว่าประโยชน์จากการใช้ยามีมากกว่าความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นการพิจารณาใช้ยาให้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์
ABCDX
รายการนี้จัดอยู่ในประเภท 'D' สำหรับสตรีมีครรภ์
ยามีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม อาจใช้ยานี้ได้ หากพิจารณาแล้วว่าประโยชน์จากการใช้ยามีมากกว่าความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นการพิจารณาใช้ยาให้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในหญิงที่ให้นมบุตร ยาสามารถผ่านทางน้ำนมไปสู่ทารกได้ ทารกที่แม่ได้รับยานี้อยู่อาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) และ หัวใจเต้นช้า ได้
ระมัดระวังการใช้ยานี้ในเด็ก เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนในเด็ก ถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัย
ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้สูงอายุเนื่องจากในผู้สูงอายุจะมีระดับยาในเลือดที่สูงกว่าคนปกติ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการกำจัดยาออกจากร่างกายได้น้อยลงทำให้ยาอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น
ถึงแม้ว่ายาบางอย่างไม่ควรใช้ร่วมกัน ในบางกรณีที่จำเป็นอาจใช้ร่วมกันได้ถึงแม้ว่าอันตรกิริยาอาจเกิดขึ้นก็ตาม โดยแพทย์อาจปรับเปลี่ยนขนาดยาหรืออาจมีข้อควรระวังอื่น ๆ ที่จำเป็น เมื่อท่านต้องการจะรับประทานโพรแพโนนอล (propranolol) ท่านต้องแจ้งบุคลากรทางการแพทย์หากท่านกำลังใช้ยาต่อไปนี้อยู่
- หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับโทโพทีแคน (topotecan) เนื่องจากอาจทำให้เป็นอันตรายต่อชีวิตได้
- กลุ่มยาที่เกี่ยวข้องกับตัวรับอะดรีเนอจิค หรือ อะดรีเนอจิครีเซปเตอร์(adrenergic receptor) ได้แก่
-กลุ่มยับยั้งตัวรับเบต้า (beta-blocker) ซึ่งเป็นยากลุ่มเดียวกับยาชนิดนี้
-กลุ่มยายับยั้งตัวรับแอลฟ่า (alpha-blocker) เช่น ดอกซาโซซิน (doxazosin), พราโซซิน (prazosin)
-กลุ่มยาตัวทำการกระตุ้นตัวรับเบต้า (beta-agonist) เช่น โดบิวทามีน (dobutamine), ซัลบิวทามอล
(salbutamol), ฟอร์โมเทอรอล (formoterol), เทอร์บิวลีน (terbutaline)
-กลุ่มยาตัวทำการกระตุ้นแอลฟ่า (alpha-agonist) ได้แก่ เฟนิลเอฟริน (phenylephrine), โคลนิดีน (clonidine) ,
เมทิลโดพา (methyldopa) เนื่องจากมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาได้
- ยาลดความดันเลือดกลุ่มอื่น ๆ
- ยาที่ใช้ในการรักษาโรคจิต (antipsychotic drug) กลุ่มฟีโนไทอาซีน (phenothiazine) เช่น คลอร์โพรมาซีน (chlorpromazine), ฟลูเฟนาซีน (fluphenazine),ไทโอริดาซีน (thioridazine)
- ยาคลายเครียดกลุ่มยับยั้งเซโรโทนินในการกลับเข้าสู่เซลล์ที่มีความจำเพาะ (selective serotonin reuptake inhibitors) หรือที่เรียกย่อว่า “เอสเอสอาร์ไอ (SSRI) เช่น ฟลูออกซีทีน (fluoxetine), เซอทาลีน(sertraline) ,ซิต้าโลเพรม (citalopram)
- กลุ่มยารักษาโรคเบาหวาน, อินสุลิน (insulin)
- กลุ่มยาต้านมาลาเรีย (aminoquinoline) เช่น พริมาควีน (primaquine) คลอโรควิน (chloroquine)
- กลุ่มยาปิดกั้นช่องแคลเซียม (calcium channel blocker) ชนิดที่ไม่ใช่ไดไฮโดรไพริดีน (non-dihydropyridine) เช่น ดิลไทอาเซม (diltiazem), วีราพามิล (verapamil) เนื่องจากอาจทำให้หัวใจเต้นช้าลง
- กลุ่มยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์ต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ เช่น ไดโคลฟีแนก (diclofenac), ไอบิวโพรเฟน (ibuprofen), แอสไพริน (aspirin), อินโดเมทาซิน (indomethacin), เพียร็อกซิแคม (piroxicam), เซเลโคสิป (celecoxib)
- ยาอื่น ๆ เช่น เอมิฟอสทีน (amifostine), ดิจอกซิน (digoxin), ไลโดเคน (lidocaine), ริทูซิแมบ (rituximab), อะมิโอดาโรน (amiodarone), ควินิดีน (quinidine), ไดไพริดาโมล (dipyridamole), ริแฟมพิซิน (rifampicin), รีเซอร์พีน (reserpine), แอมิโนฟิลลิน (aminophylline), ทีออฟิลลีน (theophylline), ไดไพริดาโมล (dipyridamole), รีเซอร์พีน (reserpine), เมทิลเฟนิเดต (methylphenidate)
ยังมียาหลายชนิที่ไม่ควรใช้ร่วมกับ โพรแพโนนอล (propranolol) ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบว่าท่านกำลังใช้ยาใดอยู่ในขณะนี้
ปัญหาการเจ็บป่วยอื่น ๆ ที่ท่านเป็นอยู่อาจส่งผลต่อการใช้โพรแพโนนอล (propranolol) โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรหากท่านมีภาวะเหล่านี้ร่วมด้วย เช่น
- อัตราการเต้นของหัวใจช้า
- ภาวะหัวใจล้มเหลว (cardiac failure)
- กล้ามเนื้อหัวใจตาย
- ผู้มีภาวะเป็นกรดในร่างกายมากเกินไป (metabolic acidosis)
- ปอดบวมน้ำ
- โรคเกี่ยวกับภาวะหลอดลมหดเกร็ง (bronchospastic diseases) หรือ โรคหืด (asthma)
- ผู้ที่ได้รับยาสลบและได้รับการผ่าตัดใหญ่ (anesthesia and major surgery)
- ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (diabetes and hypoglycemia)
- ความผิดปรกติของอิเล็กโทรไลต์ในเลือด เช่น ภาวะเลือดมีโพแทสเซียมต่ำ
- โรคไทรอยด์เป็นพิษ (thyrotoxicosis)
- โรคเนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโทมา (pheochromocytoma) ที่ไม่ได้รับการรักษา
- โรคหลอดเลือดส่วนปลาย (peripheral vascular diseases)
- ผู้ป่วยโรคตับ
- ผู้ป่วยโรคไต ควรมีการปรับระดับยาให้เหมาะสมกับความสามารถในการกำจัดยาออกจากร่างกาย
- ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- เด็ก และ ผู้สูงอายุ
- รับประทานยาได้ทั้งก่อนและหลังอาหาร แต่ควรเป็นแบบเดียวกันทุกครั้ง แต่ในกรณีที่เป็นยาที่ออกฤทธิ์ทันที (immediate release) ควรรับประทานตอนท้องว่าง
- รับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวันเป็นประจำ
- ไม่ควรหยุดรับประทานยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
- รับประทานยาและกลืนยาพร้อมน้ำ
- หากไม่สามารถกลืนได้ทั้งเม็ดควรปรึกษาเภสัชกรในการเตรียมยาเพื่อสามารถให้กลืนยาได้
ขนาดยาของยาโพรแพโนนอล (propranolol) อาจแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นกับสภาวะโรคของท่าน ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด
ให้รับประทานทันทีทีนึกได้ ถ้าใกล้เวลาของมื้อต่อไป ให้ข้ามไปรับประทานมื้อถัดไปโดยใช้ตามขนาดที่แพทย์สั่ง ห้ามรับประทานยาเพิ่มเป็น 2 เท่า
- เก็บยาในภาชนะปิดสนิท อย่าให้โดนแสงโดยตรง
- เก็บยาที่อุณหภูมิห้องในช่วง 20 ถึง 25 องศาเซลเซียส อย่าเก็บในที่ร้อน ไม่ควรเก็บยาในตู้เย็น หรือแช่แข็ง
- เก็บยาในที่แห้ง อย่าเก็บในที่ชื้น เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว
- เก็บยาทุกชนิดให้พ้นสายตาและมือเด็ก หรือสัตว์เลี้ยง
- เก็บยาในภาชนะบรรจุเดิมที่ได้รับมา
- หากมียาเหลือหลังจากแพทย์สั่งให้หยุดใช้ ควรส่งคืนยาแก่เภสัชกร
- ไม่ใช้ยานี้หลังจากวันหมดอายุ ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรในการทิ้งยานี้
- ยาในกลุ่มนี้ไม่ควรหยุดยาอย่างทันทีทันใด ควรค่อย ๆ ลดขนาดยาลงเพื่อป้องกันภาวะอัตราหัวใจเต้นเร็วเฉียบพลัน อาการปวดเค้นหัวใจกำเริบ ความดันเลือดสูง และ/หรือ ภาวะขาดเลือด ทั้งนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
- ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้หยุดยานี้ก่อนการผ่าตัด แต่แพทย์จะดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในผู้ที่ได้รับยาสลบเนื่องจากยากดการทำงานของหัวใจ ทั้งนี้หากเกิดปัญหานี้ขึ้นอาจแก้ไขโดยใช้ยาแอโทรพีน (atropine) ได้
- ผู้ป่วยเบาหวานควรระมัดระวังการใช้ยากลุ่มนี้ เนื่องจากจะไปบดบังการเกิดอาการใจสั่นเนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ทั้งนี้ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยาในกลุ่มนี้ร่วมด้วย ควรระมัดระวังการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำโดยจากการสังเกตอาการของน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น อาการง่วงซึม เหงื่อออก นอกจากนี้ยานี้อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติได้
- แจ้งให้แพทย์ทราบหากอยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร หรือโรคประจำตัวอื่น ๆ
- ยาอาจทำให้รู้สึกวิงเวียนหรือเวียนศีรษะ ไม่ควรขับขี่ยวดยานหรือทำงานกับเครื่องจักรที่อันตราย และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
- ยานี้อาจทำให้เกิดภาวะความดันเลือดตกเมื่อยืนขึ้นได้ ดังนั้นควรระมัดระวังขณะลุกขึ้นยืนหรือเปลี่ยนท่า
- แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่าท่านกำลังใช้ยานี้อยู่ โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นที่จะต้องได้รับการผ่าตัด
- ยานี้จะทำให้มีความไวต่ออากาศหนาวมากขึ้น เนื่องจากยาจะไปมีผลต่อการไหลเวียนของเลือด ทั้งนี้ควรระมัดระวังเมื่อต้องอยู่ในที่ ๆเย็นเป็นเวลานาน
- ในผู้ป่วยโรคไทรอยด์เป็นพิษ การหยุดยานี้ทันทีอาจทำให้เกิดภาวะภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษแบบวิกฤต (thyroid crisis) ได้ นอกจากนี้เนื่องจากยานี้อาจไปบดบังอาการ หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น ซึ่งเป็นอาการแสดงของภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินได้ จึงควรระมัดระวังและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
ยาอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์บางอย่างที่ไม่ต้องการ ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับผู้ใช้ยาทุกราย แต่หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ขึ้นควรได้รับการรักษาที่เหมาะสม
ก.อาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง ต้องหยุดยาแล้วรีบไปพบแพทย์ทันที อาการที่พบ เช่น
- อาการแพ้ยา
- ความดันเลือดสูง, ปวดเค้นหัวใจ, เจ็บหน้าอก, ภาวะที่หัวใจเต้นช้า (จากความผิดปกติของการส่งผ่านกระแสไฟฟ้า ทำให้มีการขัดขวางกระแสไฟฟ้าให้ช้าลง), ช็อก, หัวใจเต้นช้า, ภาวะหัวใจวายจากเลือดคั่ง, ความดันเลือดต่ำ, หัวใจวาย, หมดสติ
- หายใจลำบาก, มีเสียงหวีดขณะหายใจ, หลอดลมหดเกร็ง, ปอดบวมน้ำ, หลอดลมอักเสบ
- ปรากฏการณ์เรย์นอร์ด (Raynaud’s phenomenon) เป็นปฏิกิริยาที่มีภาวะของหลอดเลือดหดเกร็งทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายลดลง เกิดการเปลี่ยนสีของปลายมือ ปลายเท้า หรืออวัยวะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื้อตายเน่า, ปวดขาเหตุขาดเลือด
- ภาวะเสียความจำ, อาการเคลื่อนไหวน้อยไปหรือมากเกินไป, ความคิดสับสน, ภาวะซึมเศร้ากำเริบ, อารมณ์แปรปรวน, ประสาทหลอน, ง่วงซึมรุนแรง, โรคจิต, หย่อนสมรรถภาพทางเพศ, ความรู้สึกสัมผัสเพี้ยน (paresthesia)
- ภาวะปัสสาวะน้อย, ภาวะปัสสาวะขุ่นมีโปรตีน
- เลือดออกง่าย หรือ มีจ้ำเลือด
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
- เยื่อตามีเลือดคั่ง, การเปลี่ยนแปลงของสายตา, การมองเห็นผิดปกติ, ภาวะเยื่อตาและกระจกตาแห้ง
ข. อาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่รุนแรง หากเกิดขึ้นอาจไม่จำเป็นต้องหยุดยา แต่ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบ เช่น ง่วงซึม, อ่อนเปลี้ย, อ่อนแรง, นอนไม่หลับ, เวียนศีรษะ, ฝันร้าย, รู้สึกหมุน (vertigo), ผมร่วง, ภาวะหนังหนา, เล็บผิดปกติ, ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ, ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น, เบื่ออาหาร, ตะคริวกล้ามเนื้อ, ท้องผูก, ท้องร่วง, คลื่นไส้, อาเจียน, ไม่สบายท้อง, โรคเพโรนี (Peyronie’s disease) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบริเวณอวัยวะเพศชายทำให้เกิดการโค้งงอของอวัยวะเพศผิดปกติ, ข้อต่อผิดปกติ, มีความผิดปกติของมือ, รู้สึกเย็นตามปลายมือปลายเท้า
ค. หากเกิดอาการผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจจะเกี่ยวกับยานี้ ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกร
- ควรศึกษาวิธีการตรวจวัดอัตราชีพจรและอัตราชีพจรที่เหมาะสมจากแพทย์ ทำการวัดอัตราชีพจรเป็นประจำ หากพบว่าอัตราชีพจรต่ำมากควรรีบไปปรึกษาแพทย์เนื่องจากอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการไหลเวียนเลือด
- การได้รับยานี้เกินขนาดอาจมีอาการ เซื่องซึม, มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ, หัวใจเต้นช้า, หมดสติ, หัวใจเต้นผิดปกติ, หายใจลำบาก, ชัก, ภาวะหัวใจวายจากเลือดคั่ง (congestive heart failure), ความดันเลือดต่ำ, หลอดลมหดเกร็ง, น้ำตาลในเลือดต่ำ อาจแก้ไขโดยการทำให้อาเจียน ล้างท้อง หรือกลืนผงถ่าน นอกจากนี้ยายังสามารถขับออกได้จากการฟอกเลือด
ยานี้จัดอยู่ในกลุ่มยาต่อไปนี้
ยานี้เกี่ยวข้องกับยาต่อไปนี้
Acebutolol, Atenolol, Bisoprolol, Carvedilol, Labetalol, Metoprolol, Nadolol, Nebivolol, Sotalol
ยานี้มีชื่อทางการค้าต่อไปนี้
Alperol film-coated tablets, Betalol tablets, Betapress tablets, C.V.S. tablets, Cardenol tablets, Chinnolol tablets, Emforal tablets, Idelol 10 film-coated tablets, Inderal tablets, Normpress tablets, P-Parol tablets, Palon tablets, Perlol film-coated tablets, Pralol tablets, Prolol tablets, Pronalol tablets, Propanol film-coated tabets, Propranolol GPO film-coated tablets, Proral film-coated tablets, Syntonol tablets
ข้อมูลนี้ไม่สมบูรณ์ ยานี้อาจจะยังมีชื่อทางการค้าอื่นที่ไม่ได้แสดงในนี้ หรือชื่อทางการค้าที่แสดงในนี้อาจจะไม่อนุญาตให้จำหน่ายแล้ว
- CPM medica. MIMS Thailand Online. Available at http://www.mims.com. Access Date: 23 March, 2010.
- DRUGDEX® System: Klasco RK (Ed): DRUGDEX® System (electronic version). Thomson Micromedex, Greenwood Village, Colorado, USA. Available at: http://www.thomsonhc.com. Access Date: 22 March, 2011.
- Dailymed current medication information . Propranolol. Available at: http://dailymed.nlm.nih.gov/dailymed/drugInfo.cfm?id=2415.
- Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook with international trade names index. 18th ed. Ohio: Lexi Comp In;2009.
- MedlinePlus Trusted Health Information for You. Beta-adrenergic Blocking Agents. Available at http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/druginfo/drug_Aa.html. Access Date: March 17, 2005.
- Westfall, D.P., Adrenoceptor Antagonist, In Modern pharmacology with clinical application, 6th ed, pp. 244-51. Craig C.R. et al., Lippincott Williams & Wilkins, 2003.