อ่าน: 768
Metoprolol (เมโทโพรลอล)
เมโทโพรลอล (metoprolol) จัดอยู่ในยากลุ่มยับยั้งตัวรับเบต้า (beta-blocker) ยานี้ออกฤทธิ์จำเพาะในการแย่งจับกับสารในร่างกายที่ตัวรับเบต้าชนิดที่ 1 (selective beta-1 adrenergic receptor antagonist) ทำให้ยับยั้งการทำงานของหัวใจ ส่งผลให้ลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ และทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง อย่างไรก็ตามยานี้อาจยับยั้งที่ตัวรับเบต้าชนิดที่ 2 ได้หากใช้ในปริมาณที่สูง
ยานี้ใช้สำหรับรักษาในโรคต่าง ๆ ดังนี้
* โรคความดันเลือดสูง
* ภาวะปวดเค้นหัวใจ
* ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือด (hemodynamically- stable acute myocardial infarction)
นอกจากนี้อาจใช้ในภาวะต่าง ๆ ได้ เช่น ภาวะหัวใจห้องล่างเสียจังหวะ, ภาวะการเต้นของหัวใจห้องบนแทรกระหว่างจังหวะ, หัวใจห้องบนเต้นสั่นระรัว, ป้องกันการเกิดไมเกรน (migraine), อาการสั่น (essential tremor), ปฏิกิริยาก้าวร้าว (aggressive behavior), ป้องกันการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย เป็นต้น และมีการศึกษาพบว่ายานี้สามารถลดอัตราการตายและระยะเวลาในการรักษาในโรงพยาบาลในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว (stable
NYHA class II or
III) ได้
ยานี้ไม่ได้ใช้เพื่อรักษาความดันเลือดให้หาย หรือทำให้โรคหัวใจหายขาด เพียงแต่ช่วยควบคุมความดันเลือด หรือ ควบคุมการทำงานของหัวใจ เนื่องจากภาวะความดันเลือดสูงที่ไม่ได้รับการควบคุมจะทำให้เกิดปัญหาร้ายแรง เช่น หัวใจล้มเหลว (heart failure) โรคหลอดเลือด โรคลมที่มีสาเหตุจากหลอดเลือดสมอง หรือโรคไต ทั้งนี้ต้องควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการลดน้ำหนักในรายที่น้ำหนักเกิน
โปรดแจ้งบุคลากรทางการแพทย์หากท่านเคยมีอาการผิดปกติใด ๆ หรือมีประวัติการแพ้ยาเมโทโพรลอล (metoprolol) หริอ ยาอื่นในกลุ่มนี้ หรือ ส่วนประกอบใด ๆ ในยานี้ รวมทั้งการมีประวัติเคยแพ้สารอื่น เช่น อาหาร, สารกันเสีย, สี เป็นต้น
- ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรบางชนิด เช่น ตังกุย (dong quai), อีฟีดา (ephedra), โยฮิมบี (yohimbe), ขิง,โสม, กระเทียม, ชะเอมเทศ, บัวบก, ฮาวทอร์น (hawthorn)
- แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงการดื่มกาแฟ, แอลกอฮอล์, การสูบบุหรี่ และยาเสพติด เนื่องจากอาจมีผลต่อการทำงานของยานี้
การจัดประเภทของการใช้ยานี้ในสตรีตั้งครรรภ์มีความแตกต่างกันในแต่ละไตรมาส โดยการตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก (ช่วงไตรมาสที่ 1) จัดในประเภทบี (ฺC) และจัดในประเภทดี (ฺD) ในไตรมาส 2 และ 3
มีการศึกษาในหนูพบว่ายาเพิ่มอัตราการตายของตัวอ่อนในครรภ์ ยาสามารถผ่านทางรกได้ทำให้ส่งผลเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ การให้ยานี้ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์มากกว่า 3 เดือน อาจมีผลทำให้เกิดะภาวะ หัวใจเต้นช้าไม่ยอมหยุด (persistent bradycardia), ความดันต่ำ (hypotension), ภาวะทารกโตช้าในครรภ์ (intrauterine growth restriction, IUGR)
ทั้งนี้ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นหากได้รับยานี้ระหว่างการตั้งครรภ์
ABCDX
รายการนี้จัดอยู่ในประเภท 'C' สำหรับสตรีมีครรภ์
จากการศึกษาในสัตว์พบว่ายาทำให้เกิดความผิดปกติต่อตัวอ่อนในครรภ์ แต่ไม่มีรายงานการศึกษาที่ควบคุมอย่างดีในมนุษย์ หรือ ไม่มีรายงานการศึกษาในมนุษย์และสัตว์ถึงผลของยาต่อตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์ ดังนั้น ควรใช้ยานี้เมื่อมีการประเมินแล้วว่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์
ABCDX
รายการนี้จัดอยู่ในประเภท 'D' สำหรับสตรีมีครรภ์
ยามีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม อาจใช้ยานี้ได้ หากพิจารณาแล้วว่าประโยชน์จากการใช้ยามีมากกว่าความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นการพิจารณาใช้ยาให้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์
ABCDX
รายการนี้จัดอยู่ในประเภท 'D' สำหรับสตรีมีครรภ์
ยามีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม อาจใช้ยานี้ได้ หากพิจารณาแล้วว่าประโยชน์จากการใช้ยามีมากกว่าความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นการพิจารณาใช้ยาให้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในหญิงที่ให้นมบุตรถึงแม้ยานี้สามารถผ่านทางน้ำนมไปสู่ทารกได้เพียงเล็กน้อย
ระมัดระวังการใช้ยานี้ในเด็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนในเด็ก ถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัย
ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้สูงอายุโดยเฉพาะในรายที่มีอายุมากกว่า 65 ปี เนื่องจากในผู้สูงอายุจะมีระดับยาในเลือดที่สูงกว่าคนปกติ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการกำจัดยาออกจากร่างกายได้น้อยลงทำให้ยาอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น
ถึงแม้ว่ายาบางอย่างไม่ควรใช้ร่วมกัน ในบางกรณีที่จำเป็นอาจใช้ร่วมกันได้ถึงแม้ว่าอันตรกิริยาอาจเกิดขึ้นก็ตาม โดยแพทย์อาจปรับเปลี่ยนขนาดยาหรืออาจมีข้อควรระวังอื่น ๆ ที่จำเป็น เมื่อท่านต้องการจะรับประทานเมโทโพรลอล (metoprolol) ท่านต้องแจ้งบุคลากรทางการแพทย์หากท่านกำลังใช้ยาต่อไปนี้อยู่
- กลุ่มยาที่เกี่ยวข้องกับตัวรับอะดรีเนอจิค หรือ อะดรีเนอจิครีเซปเตอร์(adrenergic receptor) ได้แก่
-กลุ่มยับยั้งตัวรับเบต้า (beta-blocker) ซึ่งเป็นยากลุ่มเดียวกับยาชนิดนี้
-กลุ่มยายับยั้งตัวรับแอลฟ่า (alpha-blocker) เช่น ดอกซาโซซิน (doxazosin), พราโซซิน (prazosin)
-กลุ่มยาตัวทำการกระตุ้นตัวรับเบต้า (beta-agonist) เช่น โดบิวทามีน (dobutamine), ซัลบิวทามอล
(salbutamol), ฟอร์โมเทอรอล (formoterol), เทอร์บิวลีน (terbutaline)
-กลุ่มยาตัวทำการกระตุ้นแอลฟ่า (alpha-agonist) ได้แก่ เฟนิลเอฟริน (phenylephrine), โคลนิดีน (clonidine) ,
เมทิลโดพา (methyldopa) เนื่องจากมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาได้
- ยาลดความดันเลือดกลุ่มอื่น ๆ
- กลุ่มยายับยั้งเอ็นไซม์แอซิทิลโคลีนเอสเทอเรส (acetylcholinesterase inhibitor) ได้แก่ นีโอสทิกมีน (neostigmine), ไรวาสทิกมีน (rivastigmine), กาแลนตามีน (galantamine), โดเนพิซิล (donepezil) เนื่องจากอาจทำให้ระดับยานี้เพิ่มสูงขึ้นได้
- ยาที่ใช้ในการรักษาโรคจิต (antipsychotic drug) กลุ่มฟีโนไทอาซีน (phenothiazine) เช่น คลอร์โพรมาซีน (chlorpromazine), ฟลูเฟนาซีน (fluphenazine),ไทโอริดาซีน (thioridazine)
- ยาคลายเครียดกลุ่มที่มีความจำเพาะในการยับยั้งเซโรโทนินใไม่ให้กลับเข้าสู่เซลล์ (selective serotonin reuptake inhibitors) หรือที่เรียกย่อว่า “เอสเอสอาร์ไอ (SSRI) เช่น ฟลูออกซีทีน (fluoxetine), เซอทาลีน(sertraline) ,ซิต้าโลเพรม (citalopram)
- กลุ่มยาปิดกั้นช่องแคลเซียม (calcium channel blocker) ชนิดที่ไม่ใช่ไดไฮโดรไพริดีน (non-dihydropyridine) เช่น ดิลไทอาเซม (diltiazem), วีราพามิล (verapamil) เนื่องจากอาจทำให้หัวใจเต้นช้าลง
- กลุ่มยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์ต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ เช่น ไดโคลฟีแนก (diclofenac), ไอบิวโพรเฟน (ibuprofen), แอสไพริน (aspirin), อินโดเมทาซิน (indomethacin), เพียร็อกซิแคม (piroxicam), เซเลโคสิป (celecoxib)
- กลุ่มยาต้านมาลาเรีย (aminoquinoline) เช่น พริมาควีน (primaquine) คลอโรควิน (chloroquine)
- ยาอื่น ๆ เช่น เอมิฟอสทีน (amifostine), ดิจอกซิน (digoxin), อินสุลิน (insulin), ควินิดีน (quinidine), ไลโดเคน (lidocaine), ริทูซิแมบ (rituximab), อะมิโอดาโรน (amiodarone), ไดไพริดาโมล (dipyridamole), แอมิโนฟิลลิน (aminophylline), ทีออฟิลลีน (theophylline), บาร์บิทูเรต (barbiturates), โคลีสไทรามีน (cholestyramine), ริแฟมพิซิน (rifampicin), รีเซอร์พีน (reserpine), เมทิลเฟนิเดต (methylphenidate)
ยังมียาหลายชนิที่ไม่ควรใช้ร่วมกับ เมโทโพรลอล (metoprolol) ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบว่าท่านกำลังใช้ยาใดอยู่ในขณะนี้
ปัญหาการเจ็บป่วยอื่นๆ ที่ท่านเป็นอยู่อาจส่งผลต่อการใช้เมโทโพรลอล (metoprolol) โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรหากท่านมีภาวะเหล่านี้ร่วมด้วย เช่น
- อัตราการเต้นของหัวใจช้า
- ภาวะหัวใจล้มเหลว (cardiac failure)
- ผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือด (ischemic heart disease) หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับลิ้นหัวใจผิดปกติ
- กล้ามเนื้อหัวใจตาย
- ความดันเลือดต่ำ
- โรคเกี่ยวกับภาวะหลอดลมหดเกร็ง (bronchospastic diseases)
- ผู้เป็นเนื้องอกที่ต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโทไซโทมา (pheochromocytoma)
- ผู้มีภาวะเป็นกรดในร่างกายมากเกินไป (metabolic acidosis)
- ผู้ที่ได้รับยาสลบและได้รับการผ่าตัดใหญ่ (anesthesia and major surgery)
- ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (diabetes and hypoglycemia)
- โรคเนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโทมา (pheochromocytoma) ที่ไม่ได้รับการรักษา
- โรคหลอดเลือดส่วนปลาย (peripheral vascular diseases)
- โรคไทรอยด์เป็นพิษ (thyrotoxicosis)
- โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดร้าย (myasthenia gravis)
- ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าของจิต (mental depression)
- ผู้ป่วยโรคจิตประสาท
- ผู้ป่วยโรคตับ
- ผู้ป่วยโรคไต ควรมีการปรับระดับยาให้เหมาะสมกับความสามารถในการกำจัดยาออกจากร่างกาย
- ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- เด็ก และ ผู้สูงอายุ
- รับประทานยาได้ทั้งก่อนและหลังอาหาร แต่การรับประทานพร้อมอาหารอาจทำให้การดูดซึมยาเพิ่มขึ้น
- รับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวันเป็นประจำ
- ไม่ควรหยุดรับประทานยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
- รับประทานยาและกลืนยาทั้งเม็ดพร้อมน้ำ ไม่ควรบดหรือเคี้ยวเม็ดยา
- หากไม่สามารถกลืนได้ทั้งเม็ดควรปรึกษาเภสัชกรในการเตรียมยาเพื่อสามารถให้กลืนยาได้
ขนาดยาของยาเมโทโพรลอล (metoprolol) อาจแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นกับสภาวะโรคของท่าน ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด
ให้รับประทานทันทีทีนึกได้ ถ้าใกล้เวลาของมื้อต่อไป ให้ข้ามไปรับประทานมื้อถัดไปโดยใช้ตามขนาดที่แพทย์สั่ง ห้ามรับประทานยาเพิ่มเป็น 2 เท่า
- เก็บยาในภาชนะปิดสนิท อย่าให้โดนแสงโดยตรง
- เก็บยาที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส อย่าเก็บในที่ร้อน ไม่ควรเก็บยาในตู้เย็น
- เก็บยาในที่แห้ง อย่าเก็บในที่ชื้น เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว
- เก็บยาทุกชนิดให้พ้นสายตาและมือเด็ก หรือสัตว์เลี้ยง
- เก็บยาในภาชนะบรรจุเดิมที่ได้รับมา
- หากมียาเหลือหลังจากแพทย์สั่งให้หยุดใช้ ควรส่งคืนยาแก่เภสัชกร
- ไม่ใช้ยานี้หลังจากวันหมดอายุ ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรในการทิ้งยานี้
- ยาในกลุ่มนี้ไม่ควรหยุดยาอย่างทันทีทันใด ควรค่อย ๆ ลดขนาดยาลงเพื่อป้องกันภาวะอัตราหัวใจเต้นเร็วเฉียบพลัน อาการปวดเค้นหัวใจกำเริบ ความดันเลือดสูง และ/หรือ ภาวะขาดเลือด ทั้งนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
- ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้หยุดยานี้ก่อนการผ่าตัด แต่แพทย์จะดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในผู้ที่ได้รับยาสลบเนื่องจากยากดการทำงานของหัวใจ ทั้งนี้หากเกิดปัญหานี้ขึ้นอาจแก้ไขโดยใช้ยาแอโทรพีน (atropine) ได้
- ผู้ป่วยเบาหวานควรระมัดระวังการใช้ยากลุ่มนี้ เนื่องจากจะไปบดบังการเกิดอาการใจสั่นเนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ทั้งนี้ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยาในกลุ่มนี้ร่วมด้วยควรระมัดระวังการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยจากการสังเกตอาการของน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น อาการง่วงซึม เหงื่อออก นอกจากนี้ยานี้อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติได้
- แจ้งให้แพทย์ทราบหากอยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร หรือโรคประจำตัวอื่น ๆ
- ยาอาจทำให้รู้สึกวิงเวียนหรือเวียนศีรษะ ไม่ควรขับขี่ยวดยานหรือทำงานกับเครื่องจักรที่อันตราย และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
- ยานี้อาจทำให้เกิดภาวะความดันเลือดตกเมื่อยืนขึ้นได้ ดังนั้นควรระมัดระวังขณะลุกขึ้นยืนหรือเปลี่ยนท่า
- แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่าท่านกำลังใช้ยานี้อยู่ โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นที่จะต้องได้รับการผ่าตัด
- ยานี้จะทำให้มีความไวต่ออากาศหนาวมากขึ้นเนื่องจากยาจะไปมีผลต่อการไหลเวียนของเลือด ทั้งนี้ควรระมัดระวังเมื่อต้องอยู่ในที่ๆเย็นเป็นเวลานาน
- ยานี้จะมีผลทำให้ผิวหนังไวต่อแสงมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดนาน ๆ ให้ใช้ครีมกันแดดและสวมเสื้อผ้าที่มิดชิดเมื่อออกนอกบ้าน
ยาอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์บางอย่างที่ไม่ต้องการ ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับผู้ใช้ยาทุกราย แต่หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ขึ้นควรได้รับการรักษาที่เหมาะสม
ก.อาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง ต้องหยุดยาแล้วรีบไปพบแพทย์ทันที อาการที่พบ เช่น
- อาการแพ้ยา
- ความดันเลือดสูง, ปวดเค้นหัวใจ, เจ็บหน้าอก, หายใจลำบาก, หัวใจเต้นช้า, ใจสั่น, ภาวะหัวใจวาย, ความดันเลือดต่ำ, มีเสียงหวีดขณะหายใจ, หลอดลมหดเกร็ง, หมดสติ
- ความคิดสับสน, ภาวะซึมเศร้ากำเริบ, ภาวะเสียความจำ, ประสาทหลอน, หย่อนสมรรถภาพทางเพศ, อาการเคลื่อนไหวน้อยหรือมากเกิน, อารมณ์แปรปรวน, ความรู้สึกสัมผัสเพี้ยน (paresthesia)
- ดีซ่าน, การทำงานของตับลดลง, ระดับเอนไซม์ตับสูงขึ้น, ตับอักเสบ
- เลือดออกง่าย หรือ มีจ้ำเลือด
- ปรากฏการณ์เรย์นอร์ด (Raynaud’s phenomenon) เป็นปฏิกิริยาที่มีภาวะของหลอดเลือดหดเกร็งทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายลดลง เกิดการเปลี่ยนสีของปลายมือ ปลายเท้า หรืออวัยวะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื้อตายเน่า, ปวดขาเหตุขาดเลือด
- การมองเห็นผิดปกติ
ข. อาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่รุนแรง หากเกิดขึ้นอาจไม่จำเป็นต้องหยุดยา แต่ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบ เช่น เหนื่อย, เวียนศีรษะ, ง่วงซึม, นอนไม่หลับ, อ่อนเปลี้ย, ปวดศีรษะ, ฝันร้าย, เย็นตามปลายมือปลายเท้า, อาการบวมน้ำที่ส่วนปลาย, ปากแห้ง, คลื่นไส้, แสบร้อนกลางอก, ท้องร่วง, ท้องผูก, คลื่นไส้, ปวดท้อง, อาเจียน, อาหารไม่ย่อย, เรอ, ปวดท้อง, การรับรสผิดปกติ, ภูมิแพ้จากภาวะไวแสง, ปวดกล้ามเนื้อ, เสียงในหู, ตาแห้ง, ตาแดง, ข้ออักเสบ, น้ำหนักเพิ่ม, ผมร่วง, รู้สึกหมุน (vertigo), การหลับผิดปกติ, หลั่งเหงื่อมาก, ภาวะไทรกลีเซอไรด์สูงในเลือด, โรคเพโรนี (Peyronie’s disease) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบริเวณอวัยวะเพศชายทำให้เกิดการโค้งงอของอวัยวะเพศผิดปกติ
ค. หากเกิดอาการผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจจะเกี่ยวกับยานี้ ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกร
- ควรศึกษาวิธีการตรวจวัดอัตราชีพจรและอัตราชีพจรที่เหมาะสมจากแพทย์ ทำการวัดอัตราชีพจรเป็นประจำ หากพบว่าอัตราชีพจรต่ำมากควรรีบไปปรึกษาแพทย์เนื่องจากอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการไหลเวียนเลือด
- การได้รับยานี้เกินขนาดอาจมีอาการ เซื่องซึม, มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ, หัวใจเต้นช้า, หมดสติ, หัวใจเต้นผิดปกติ, หายใจลำบาก, ชัก, ภาวะหัวใจวายจากเลือดคั่ง (congestive heart failure), ความดันเลือดต่ำ, หลอดลมหดเกร็ง, น้ำตาลในเลือดต่ำ อาจแก้ไขโดยการทำให้อาเจียน ล้างท้อง หรือกลืนผงถ่าน นอกจากนี้ยายังสามารถขับออกได้จากการฟอกเลือด
ยานี้จัดอยู่ในกลุ่มยาต่อไปนี้
ยานี้เกี่ยวข้องกับยาต่อไปนี้
Acebutolol, Atenolol, Bisoprolol, Carvedilol, Labetalol, Nadolol, Nebivolol, Propranolol, Sotalol
ยานี้มีชื่อทางการค้าต่อไปนี้
Betaloc tablets, Cardeloc tablets, Cardoxone R tablets, Meloc tablets, Melol tablets, Metoblock tablets, Metoprolol Stada tablets, Metprolol tablets, Minax tablets, Sefloc tablets
ข้อมูลนี้ไม่สมบูรณ์ ยานี้อาจจะยังมีชื่อทางการค้าอื่นที่ไม่ได้แสดงในนี้ หรือชื่อทางการค้าที่แสดงในนี้อาจจะไม่อนุญาตให้จำหน่ายแล้ว
- CPM medica. MIMS Thailand Online. Available at http://www.mims.com. Access Date: 26 February, 2011.
- DRUGDEX® System:
Klasco RK (Ed): DRUGDEX® System (electronic version). Thomson Micromedex, Greenwood Village, Colorado,
USA. Available at: http://www.thomsonhc.com. Access Date: 27 February, 2011.
- Dailymed current medication information . Metoprolol tartrate. Available at: http://dailymed.nlm.nih.gov/dailymed/drugInfo.cfm?id=14282.
- Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook with international trade names index. 18th ed. Ohio: Lexi Comp In;2009.
- MedlinePlus Trusted Health Information for You. Beta-adrenergic Blocking Agents. Available at http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/druginfo/drug_Aa.html. Access Date: March 17, 2005.
- Westfall, D.P., Adrenoceptor Antagonist, In Modern pharmacology with clinical application, 6th ed, pp. 244-51. Craig C.R. et al., Lippincott Williams & Wilkins, 2003.