อ่าน: 1228
Small_font Large_font

Bismuth subsalicylate (บิสมัทซับซาลิซิเลต )

คำอธิบายพอสังเขป

บิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) ใช้ในการรักษาอาการท้องร่วง นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการบรรเทาอาการไม่สบายท้องเช่น แสบยอดอก, อาหารไม่ย่อยและคลื่นไส้ เป็นต้น

ก่อนการใช้ยา

การแพ้ยา

โปรดแจ้งบุคลากรทางการแพทย์หากท่านเคยมีอาการผิดปกติใด ๆ หรือมีประวัติการแพ้ยาบิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) หรือซาลิซิเลตอื่น ๆ เช่น แอสไพริน (aspirin) เมทิลซาลิซิเลต (methyl salicylate) หรือ ส่วนประกอบใด ๆ ในยานี้ หรือยาอื่น ๆ เหล่านี้

คาร์โพรเฟน (carprofen) ไดโคลฟีแนก (diclofenac) ไดฟลูนิซัล (diflunisal)
ฟีโนโพรเฟน (fenoprofen) ฟลอคตาฟินีน (floctafenine) เฟลอบิโพรเฟน (flurbiprofen)
ไอบิวโพรเฟน (ibuprofen) อินโดเมทาซิน (indomethacin) คีโทโพรเฟน (ketoprofen)
คีโทโรแลก (ketorolac) มีโคลฟีนาเมท (meclofenamate) กรดมีฟีนามิค (mefenamic acid)
นาพรอกเซน (naproxen) อ็อกซี่เฟนบิวทาโซน (oxyphenbutazone) ฟีนิลบิวทาโซน (phenylbutazone)
เพียร็อกซิแคม (piroxicam) ซูลินแดค (sulindac) ซูโพรเฟน (suprofen)
กรดเทียโพรฟีนิก (tiaprofenic acid) โทลมีติน (tolmetin) โซมีพิแรค (zolmepirac)

รวมทั้งการมีประวัติเคยแพ้สารอื่น ๆ เช่น อาหาร สารกันเสียหรือสี เป็นต้น

อาหารและเครื่องดื่มที่ต้องระวัง

โปรดแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ให้ทราบหากท่านกำลังได้รับคำแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีโซเดียมต่ำ (low-salt) หรือน้ำตาลต่ำ (low-sugar)

ตั้งครรภ์

ABCDX

รายการนี้จัดอยู่ในประเภท 'C' สำหรับสตรีมีครรภ์

จากการศึกษาในสัตว์พบว่ายาทำให้เกิดความผิดปกติต่อตัวอ่อนในครรภ์ แต่ไม่มีรายงานการศึกษาที่ควบคุมอย่างดีในมนุษย์ หรือ ไม่มีรายงานการศึกษาในมนุษย์และสัตว์ถึงผลของยาต่อตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์ ดังนั้น ควรใช้ยานี้เมื่อมีการประเมินแล้วว่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์

ตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3

บิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) ยังไม่มีการจัดว่าอยู่ใน pregnancy category ใด
แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ เว้นแต่แพทย์พิจารณาแล้วว่าจำเป็นต้องใช้ เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาบิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) ในสตรีมีครรภ์ แต่มีการใช้บิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) ในสตรีมีครรภ์เป็นครั้งคราว และไม่พบว่าจะเกิดปัญหาใดๆ แก่ตัวอ่อนในครรภ์หรือทารกแรกเกิด อย่างไรก็ตามอาจอ้างอิงข้อมูลจากซาลิซิเลต (salicylates) ไปปรับใช้กับบิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) โดยเฉพาะการใช้ซาลิซิเลต (salicylates) ในขนาดสูงและเป็นเวลานาน

ยังไม่เคยมีรายงานว่าซาลิซิเลต (salicylates) ทำให้เกิดทารกวิรูปในมนุษย์ แต่จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าซาลิซิเลต (salicylates) อาจทำให้เกิดทารกวิรูปได้ ความผิดปกตินี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้เมื่อใช้ซาลิซิเลต (salicylates) เป็นประจำในระยะท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์เกี่ยวกับหัวใจหรือการไหลเวียนโลหิตต่อตัวอ่อนในครรภ์หรือทารกแรกเกิด

กำลังให้นมบุตร

ซาลิซิเลต (salicylates) สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมได้ แม้ว่าไม่เคยมีรายงานว่าเกิดปัญหาใด ๆ แก่เด็กที่ดื่มนมมารดา แต่อาจเกิดปัญหานี้ได้หากใช้ซาลิซิเลต (salicylates) ในขนาดสูงเป็นประจำ

เด็ก

การสูญเสียของเหลวเนื่องจากภาวะท้องร่วงอาจส่งผลให้เกิดอันตรายที่รุนแรงได้ จึงห้ามให้ในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีหากไม่ได้ปรึกษาแพทย์ก่อน แต่สำหรับในเด็กโต ยานี้อาจให้ได้แต่ที่สำคัญคือ เด็กต้องได้รับสารน้ำอย่างเพียงพอเพื่อชดเชยของเหลวที่สูญเสียไป หากท่านมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปกติเด็กจะไวต่อฤทธิ์ของซาลิซิเลต (salicylates) อยู่แล้ว โดยเฉพาะหากมีไข้หรือสูญเสียของเหลวปริมาณมากๆ เนื่องจากการอาเจียน, ท้องร่วงหรือการสูญเสียทางเหงื่อ

บิสมัท (bismuth) ในยานี้อาจทำให้เกิดภาวะท้องผูกอย่างรุนแรงในเด็กได้

นอกจากนี้ห้ามใช้ยานี้ในการบรรเทาอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนในเด็กหรือวัยรุ่นที่เพิ่งหายจากไข้หวัดใหญ่หรือโรคอีสุกอีใส หากมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนเกิดขึ้นควรไปพบแพทย์ เนื่องจากอาการดังกล่าวเป็นภาวะที่บ่งบอกถึงอาการเริ่มต้นของกลุ่มอาการรายย์ (Reye’s syndrome)

ผู้สูงอายุ

การสูญเสียของเหลวเนื่องจากภาวะท้องร่วงอาจส่งผลให้เกิดอันตรายที่รุนแรงได้ จึงห้ามใช้ยานี้ในผู้สูงอายุหากไม่ได้ปรึกษาแพทย์ก่อน นอกเหนือจากการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการท้องร่วงแล้ว ผู้ป่วยต้องได้รับสารน้ำและเกลือแร่อย่างเพียงพอเพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไป หากท่านมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ผู้สูงอายุอาจไวต่อฤทธิ์ของซาลิซิเลต (salicylates) มากขึ้น ทำให้โอกาสในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ระหว่างใช้ยาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้บิสมัท (bismuth) ในยานี้อาจทำให้เกิดภาวะท้องผูกอย่างรุนแรงในผู้สูงอายุได้

ยาอื่นที่ใช้อยู่

ถึงแม้ว่ายาบางอย่างไม่ควรใช้ร่วมกัน ในบางกรณีที่มียาสองชนิดแตกต่างกัน อาจใช้ร่วมกันได้ถึงแม้ว่าอันตรกิริยาอาจเกิดขึ้นก็ตาม ในกรณีนี้แพทย์อาจปรับเปลี่ยนขนาดยาหรืออาจมีข้อควรระวังอื่นๆ ที่จำเป็น เมื่อท่านต้องการจะรับประทานบิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) ท่านต้องแจ้งบุคลากรทางการแพทย์หากท่านกำลังใช้ยาต่อไปนี้อยู่

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulants)
  • เฮพาริน (heparin) เนื่องจาก ซาลิซิเลต (salicylates) ในยานี้อาจทำให้โอกาสในการเกิดภาวะเลือดออกเพิ่มขึ้น
  • ยารักษาเบาหวานรูปแบบยารับประทาน ยานี้อาจเสริมทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำมากเกินไป
  • ยาสำหรับบรรเทาอาการปวดและ/หรือการอักเสบ [ยกเว้นยาแก้ปวดที่ทำให้เสพติด (narcotics)] เนื่องจากยาเหล่านี้ประกอบด้วยซาลิซิเลต (salicylates) การใช้บิสมัทบิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) ซึ่งมีส่วนผสมของซาลิซิเลต (salicylates) เช่นกัน อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์เพิ่มขึ้นและอาจเกิดอาการจากการได้รับซาลิซิเลตเกินขนาด
  • โพรเบเนซิด (probenecid)
  • ซัลฟินไพราโซน (sulfinpyrazone) บิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) อาจทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาโรคเกาท์ของยานี้ลดลง
  • เททราไซคลีน (tetracyclines) รูปแบบรับประทาน ควรรับประทานบิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) ก่อนหรือหลังยานี้อย่างน้อย 1–3 ชั่วโมง เนื่องจากบิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) อาจลดประสิทธิผลของยานี้ได้

ภาวะโรคร่วม

ปัญหาความเจ็บป่วยอื่นที่ท่านเป็นอยู่อาจส่งผลต่อการใช้บิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) ท่านควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ หากท่านมีสภาวะเหล่านี้ร่วมด้วย เช่น

  • โรคบิด (dysentery) เนื่องจากยาอาจทำให้ภาวะนี้แย่ลง ซึ่งควรได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่น
  • โรคเกาท์ (gout) ซาลิซิเลต (salicylates) ในยานี้อาจทำให้ภาวะของโรคเกาท์ยิ่งแย่ลงและอาจทำให้ยาที่ใช้ในการรักษาโรคเกาท์มีประสิทธิผลน้อยลง
  • โรคเลือดไหลไม่หยุด (hemophilia) หรือปัญหาเกี่ยวกับภาวะเลือดออกอื่น ๆ ซาลิซิเลตในยานี้อาจเพิ่มโอกาสในการเกิดเลือดออก
  • โรคไต โอกาสในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จะมากขึ้น เนื่องจากร่างกายกำจัดบิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) ได้น้อยลง
  • โรคแผลในกระเพาะอาหาร การใช้ยานี้จะทำให้อาการยิ่งแย่ลง

การใช้ที่ถูกต้อง

เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้ยานี้ ควรปฏิบัติตามใบสั่งยาของแพทย์หรือตามที่ระบุบนฉลาก

นอกจากการใช้ยาในการรักษาอาการท้องร่วงแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การทดแทนน้ำที่สูญเสียไปและการรับประทานอาหารที่เหมาะสม

  • ใน 24 ชั่วโมงแรกท่านควรรับประทานอาหารอ่อน ๆ และดื่มเครื่องดื่มที่ปราศจากคาเฟอีน เช่น น้ำขิง, น้ำซุป เป็นต้น
  • 24 ชั่วโมงต่อมาควรรับประทานอาหารนิ่มๆ เช่น โจ๊ก เป็นต้น
  • อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ ผัก ผลไม้ อาหารทอด ลูกอม เครื่องดื่มหรืออาหารที่มีคาเฟอีน รำข้าวและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เป็นต้น เนื่องจากอาหารเหล่านี้ทำให้อาการยิ่งแย่ลง

หากท่านสูญเสียน้ำจากอาการท้องร่วงมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ (dehydration) ควรพบแพทย์ทันทีหากท่านมีอาการเหล่านี้ซึ่งเป็นอาการแสดงของภาวะขาดน้ำ (dehydration)

  • ปัสสาวะน้อยลง
  • วิงเวียนศีรษะ
  • ปากแห้ง
  • กระหายน้ำมากขึ้น
  • ผิวหนังแห้งเหี่ยว

ขนาดยา

ขนาดยาบิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) อาจแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ หรือ เภสัชกร หรือ ตามที่ระบุไว้บนฉลากยา

ข้อมูลต่อไปนี้เป็นเพียงขนาดยาเฉลี่ยของบิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) หากขนาดยาที่ท่านได้รับแตกต่างจากนี้ ห้ามเปลี่ยนแปลงขนาดยาเองหากแพทย์ไม่ได้สั่ง

จำนวนเม็ดหรือช้อนชา, ช้อนโต๊ะของยาน้ำแขวนตะกอนที่ท่านต้องรับประทานขึ้นอยู่กับความแรงของยา

ก. สำหรับยาในรูปแบบยาน้ำแขวนตะกอน เพื่อรักษาอาการท้องร่วงหรืออาการไม่สบายท้อง

  • **ผู้ใหญ่และวัยรุ่น* รับประทานครั้งละ 2 ช้อนชา ทุก ½-1 ชั่วโมง เมื่อจำเป็น ใน 24 ชั่วโมงไม่ควรรับประทานยารูปแบบยาน้ำแขวนตะกอนมากกว่า 16 ช้อนชาหรือยารูปแบบเข้มข้น 8 ช้อนชา
  • เด็กอายุ 9–12 ปี รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา ทุก 25 นาที–1 ชั่วโมง ใน 24 ชั่วโมงไม่ควรรับประทานยารูปแบบยาน้ำแขวนตะกอนมากกว่า 8 ช้อนชาหรือยารูปแบบเข้มข้น 4 ช้อนชา
  • เด็กอายุ 6–9 ปี รับประทานครั้งละ 2 ช้อนชา ทุก 25 นาที–1 ชั่วโมง ใน 24 ชั่วโมงไม่ควรรับประทานยารูปแบบยาน้ำแขวนตะกอนมากกว่า 16 ช้อนชาหรือยารูปแบบเข้มข้น 8 ช้อนชา
  • เด็กอายุ 3–6 ปี รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา ทุก ½-1 ชั่วโมง ใน 24 ชั่วโมงไม่ควรรับประทานยารูปแบบยาน้ำแขวนตะกอนมากกว่า 8 ช้อนชาหรือยารูปแบบเข้มข้น 4 ช้อนชา
  • เด็กอายุไม่เกิน 3 ปี ขนาดยาขึ้นกับน้ำหนักตัว

• สำหรับเด็กน้ำหนัก 6.4–13 กิโลกรัม รับประทานยารูปแบบน้ำแขวนตะกอนครั้งละ ½ ช้อนชาหรือยารูปแบบเข้มข้นครั้งละ ¼ ช้อนชา
• สำหรับเด็กน้ำหนักมากกว่า 13 กิโลกรัม รับประทานยารูปแบบน้ำแขวนตะกอนครั้งละ 1 ช้อนชาหรือยารูปแบบเข้มข้นครั้งละ ½ ช้อนชา

ข. สำหรับยาในรูปแบบยาเม็ดหรือยาเม็ดที่เคี้ยวได้ เพื่อรักษาอาการท้องร่วงหรืออาการไม่สบายท้อง

  • **ผู้ใหญ่และวัยรุ่น* รับประทานครั้งละ 2 เม็ด ทุก 25 นาที–1 ชั่วโมง ใน 24 ชั่วโมงไม่ควรรับประทานมากกว่า 16 เม็ด
  • เด็กอายุ 9–12 ปี รับประทานครั้งละ 1 เม็ด ทุก 25 นาที–1 ชั่วโมง ใน 24 ชั่วโมงไม่ควรรับประทานมากกว่า 8 เม็ด
  • เด็กอายุไม่เกิน 9 ปี แนะนำให้รับประทานยานี้ในรูปแบบยาน้ำแขวนตะกอน

เมื่อลืมใช้ยา

หากท่านลืมรับประทานยาให้รีบรับประทานทันทีที่นึกได้ ถ้าใกล้ถึงมื้อต่อไปให้ข้ามมื้อที่ลืมและรับประทานยาต่อในมื้อถัดไปในขนาดยาปกติ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า

การเก็บรักษา

  • เก็บให้พ้นมือเด็ก
  • เก็บให้ห่างจากความร้อนและหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรง
  • ห้ามเก็บยาไว้ในห้องน้ำ ใกล้อ่างล้างมือหรือที่ชื้น เนื่องจากความร้อนหรือความชื้นอาจเป็นสาเหตุให้ยาเสื่อมคุณภาพ
  • ห้ามเก็บยารูปแบบยาน้ำแขวนตะกอนในตู้เย็น
  • ทิ้งยาเมื่อยาหมดอายุ

ข้อควรระวัง

ควรตรวจสอบฉลากยาหรือใบสั่งยาของแพทย์ที่ท่านรับประทานอยู่ว่ามีส่วนประกอบของแอสไพริน (aspirin) หรือซาลิซิเลต (salicylates) อื่น ๆ หรือไม่ หากมีส่วนประกอบดังกล่าวควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการใช้ซาลิซิเลต (salicylates) อื่น ๆ ระหว่างที่ใช้ยานี้อาจทำให้ได้รับซาลิซิเลต (salicylates) เกินขนาด หากท่านมีข้อสงสัยใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

  • ผลการตรวจน้ำตาลในปัสสาวะอาจผิดพลาดได้ หากท่านรับประทานบิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) หรือซาลิซิเลต (salicylates) อื่น ๆ มากเกินไป
  • ขนาดยาของบิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) หรือซาลิซิเลต (salicylates) อื่น ๆ ที่น้อยกว่าหรือใช้เป็นครั้งคราว มักไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในปัสสาวะ อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร (โดยเฉพาะหากท่านควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี) ในกรณีต่อไปนี้

• ท่านไม่แน่ใจว่าท่านรับประทานซาลิซิเลต (salicylates) จำนวนเท่าไร
• ท่านสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในผลการทดสอบน้ำตาลในปัสสาวะของท่าน
• ท่านมีข้อสงสัยอื่นๆ เกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

หากท่านคิดว่าตัวท่านเองหรือบุคคลอื่นอาจได้รับยาเกินขนาดซึ่งต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การรับประทานยานี้เกินขนาดอาจทำให้หมดสติหรือเสียชีวิตได้ อาการที่บ่งบอกถึงการได้รับยาเกินขนาดได้แก่ ชัก, สูญเสียการได้ยิน, สับสน, ได้ยินเสียงในหู, ง่วงซึมอย่างรุนแรงหรือเหนื่อยล้ามาก, ตื่นเต้นมากผิดปกติหรือกระวนกระวาย, หายใจเร็วหรือลึก

หากท่านรับประทานยานี้เพื่อรักษาอาการท้องร่วง ควรพบแพทย์ ในกรณีต่อไปนี้

  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 วันหรืออาการยิ่งแย่ลง
  • มีไข้สูง

อาการไม่พึงประสงค์

ยาอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์บางอย่างที่ไม่ต้องการ ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับผู้ใช้ยาทุกราย แต่หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ขึ้นควรได้รับการรักษาที่เหมาะสม

หากท่านใช้ยานี้เป็นครั้งคราว, เป็นระยะเวลาสั้น ๆ, ใช้ในขนาดต่ำ อาการไม่พึงประสงค์ของยานี้จะพบได้น้อยมาก แต่อย่างไรก็ตาม

ก. ควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการต่อไปนี้ เนื่องจากอาการเหล่านี้บ่งบอกถึงการได้รับยาเกินขนาด

  • กระวนกระวาย, สูญเสียการได้ยิน, สับสน, ท้องผูก (รุนแรง), ท้องร่วง (รุนแรงหรือเกิดขึ้นติดต่อเป็นเวลานาน), พูดลำบากหรือพูดลิ้นรัว, เวียนศีรษะหรือรู้สึกโคลงเคลง, ง่วงซึม (รุนแรง), หายใจเร็วหรือลึก, ปวดศีรษะ (รุนแรงหรือเกิดขึ้นติดต่อเป็นเวลานาน),เหงื่อออกมาก, กระหายน้ำมาก, รู้สึกซึมเศร้า, กล้ามเนื้อหดเกร็ง (โดยเฉพาะที่ใบหน้า คอและหลัง), กล้ามเนื้ออ่อนแรง, คลื่นไส้หรืออาเจียน (รุนแรงหรือเกิดขึ้นติดต่อเป็นเวลานาน),ได้ยินเสียงในหู (เกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานาน), ปวดท้อง (รุนแรงหรือเกิดขึ้นติดต่อเป็นเวลานาน), สั่น, ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของมือได้ (โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ), ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย, มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น

ข. ในผู้ป่วยบางราย บิสมัทซับซาลิซิเลต (bismuth subsalicylate) อาจทำให้ลิ้นดำและ/หรืออุจจาระเป็นสีเทาดำ ภาวะนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและสามารถหายเองได้หลังหยุดใช้ยานี้

ค. อาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยบางราย หากท่านสังเกตเห็นอาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

กลุ่มยา

ยานี้จัดอยู่ในกลุ่มยาต่อไปนี้

ยาที่เกี่ยวข้อง

ยานี้เกี่ยวข้องกับยาต่อไปนี้

Aspirin, Sodium salicylate, Diphenoxylate and Atropine, Kaolin and Pectin, Loperamide

ชื่อทางการค้า

ยานี้มีชื่อทางการค้าต่อไปนี้

Gastro-Bismol (แกสโต-บิสมอล), Gastro-Bismol 524 chewables (แกสโตร-บีสมอล 524 แบบเม็ดเคี้ยว)

ข้อมูลนี้ไม่สมบูรณ์ ยานี้อาจจะยังมีชื่อทางการค้าอื่นที่ไม่ได้แสดงในนี้ หรือชื่อทางการค้าที่แสดงในนี้อาจจะไม่อนุญาตให้จำหน่ายแล้ว

ชื่อภาษาไทยอื่นที่อาจมีการใช้

ยานี้มีชื่อภาษาไทยอื่นที่มีการใช้ดังต่อไปนี้

บิสมัทซับซาลิไซเลต

ข้อมูลนี้ไม่สมบูรณ์ ยานี้อาจจะยังมีชื่อภาษาไทยอื่นที่อาจมีการใช้ ซึ่งไม่ได้แสดงในนี้

แหล่งอ้างอิง

  1. Micromedex Thomson Healthcare. Advice for the Patient Drug Information in Lay Language USP DI, volume ll. 25th ed. Massachusetts: Micromedex Thomson Healthcare, 2005: 299-301.
  2. Klasco RK (Ed): DRUGDEX® System (electronic version). Thomson Micromedex, Greenwood Village, Colorado, USA. Available at: http://www.thomsonhc.com (cited: Oct 9, 2009).
  3. Sunthornraj N, Fun LF, Evangelista LF, Labandilo LD, Romano MB, Afable JO, et al. MIMs Thailand. 106th ed. Bangkok: MediMedia (Thailand); 2007.

นรวร เจนณรงค์ , หทัยรัตน์ คังคะสุวรรณ
โพยม วงศ์ภูวรักษ์
09 ตุลาคม 2552 10 ตุลาคม 2553
เพื่อนแนะนำ : เงินด่วน 30 นาทีถูกกฎหมาย, เราชนะรอบ 4, ยืมเงิน 3000 ด่วน, แอพผ่อนของ, กู้เงิน, สมัครบัตรเครดิต, สินเชื่อไม่เช็ค บูโรถูกกฎหมาย