ค้นหาโรคและความเจ็บป่วย/อาการ:
อ่าน: 34

โรคหืด (Asthma)

คำจำกัดความ

โรคหืด คือ โรคที่มีการตีบตันของทางเดินหายใจส่วนล่าง (ในปอด) ทำให้เกิดอาการหายใจหอบเหนื่อยและหายใจมีเสียงวี้ด โดยการตีบตันของทางเดินหายใจนั้นเกิดได้จากกลไก 3 อย่าง ร่วมกัน คือ

  1. กล้ามเนื้อเรียบที่อยู่รอบหลอดลมในปอดมีการหดรัดตัวเป็นครั้งคราว ทำให้รูของท่อทางเดินหายใจแคบลง อากาศจึงผ่านเข้าออกทางเดินหายใจยากขึ้น ทำให้เกิดอาการหายใจหอบเหนื่อยเวลาที่อาการหอบหืดกำเริบ กล้ามเนื้อนี้จะขยายตัวกลับมาเป็นปกติได้ภายหลังจากให้ยาขยายหลอดลม (ทำให้ท่อทางเดินหายใจกลับมากว้างเท่าปกติ) ทำให้ผู้ป่วยหายเหนื่อย กลับมามีอาการเป็นปกติได้ (อาการหอบเหนื่อยของโรคหืดจะเป็นๆหายๆ ไม่ได้หอบเหนื่อยตลอดเวลา)
  2. เมื่อเป็นโรคนี้นานๆ ทางเดินหายใจจะมีอาการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดพังผืดขึ้นในทางเดินหายใจ ส่งผลให้รูท่อทางเดินหายใจแคบลง อากาศจึงผ่านยากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างถาวร จะไม่ดีขึ้นจากการให้ยาขยายหลอดลม แต่สามารถป้องกันการเปลี่ยนแปลงนี้ได้จากการใช้ยาต้านการอักเสบอย่างต่อเนื่อง
  3. ทางเดินหายใจที่อักเสบ มีการสร้างสารคัดหลั่งมากขึ้น ทำให้ท่อทางเดินหายใจอุดตันได้

โรคหอบหืดนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยในปัจจุบันคาดการณ์ว่า มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้แล้ว
มากกว่าล้านคน และจากแนวโน้วพบว่า จะมีประชากรที่ได้รับการวินิจฉัยโรคนี้จำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี

อาการ

ผู้ป่วยแต่ละคนมีอาการแตกต่างกันได้มาก ตั้งแต่หายใจมีเสียงวี้ดและหอบเหนื่อยเล็กน้อย จนถึงขั้นหลอดลมตีบมากจนอากาศผ่านเข้าออกไม่ได้เลย ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิตได้
อาการที่ท่านจะสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคหอบหืด คือ

  • ไอติดต่อกันหลายวัน โดยเฉพาะไอเวลากลางคืน (เพราะอากาศเย็นจะกระตุ้นให้ท่อทางเดินหายใจหดตัว)
  • หายใจไม่สะดวก รู้สึกหายใจไม่เต็มปอด
  • แน่นหน้าอก
  • มีเสียงวี้ดเวลาหายใจออก

ดังนั้นถ้ามีอาการเหล่านี้ โดยเฉพาะมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคหอบหืด ควรรีบมาพบแพทย์
นอกจากผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยจากโรคหอบหืดแล้ว ผู้ป่วยบางคนยังป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆร่วมได้ด้วย เช่น โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โรคผื่นแพ้ผิวหนัง โรคแพ้โปรตีนในนมวัว โรคภูมิแพ้ขึ้นตา เป็นต้น

สาเหตุ

สาเหตุของโรคหอบหืด เกิดจาก 2 ปัจจัย ร่วมกัน คือ

  • ปัจจัยทางพันธุกรรม : เชื่อว่ามียีนบางตัวที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแล้วทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเป็นโรคหอบหืดได้มากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นถ้ามีประวัติว่ามีญาติสายตรงในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อแม่ พี่น้อง ป่วยเป็นโรคหอบหืดแล้ว ผู้ป่วยก็มักจะมีโอกาสเป็นโรคนี้เหมือนกันได้สูง
  • ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม : ถ้าเราได้รับปัจจัยกระตุ้นดังต่อไปนี้ จะทำให้มีโอกาสเป็นโรคหอบหืดมากขึ้น เช่น วัยเด็กมีการติดเชื้อในทางเดินหายใจบ่อยๆ (โดยเฉพาะการติดเชื้อไวรัสตัวหนึ่งที่ชื่อว่า RSV จะสัมพันธ์กับการเกิดโรคหอบหืดตามมาได้สุง) , สูดดมควันบุหรี่ , ได้รับสารกระตุ้นจากการทำงาน เช่น สารเคมีหรือฝุ่นแป้ง เป็นต้น (ในกลุ่มนี้จะเรียกว่า โรคหอบหืดจากการทำงาน)

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคหืด ทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนคนปกติในช่วงที่โรคไม่กำเริบ และมักเป็นช่วงที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ ทำให้ตรวจไม่พบเสียงวี้ดจากหลอดลมตีบ ร่วมกับหลายโรคก็สามารถทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการหายใจหอบเหนื่อยและมีเสียงวี้ดได้เหมือนกัน เช่น

  • ในเด็ก : โดยเฉพาะเด็กเล็ก ยังมีทางเดินหายใจที่เล็กอยู่ ทำให้มีโอกาสเกิดทางเดินหายใจตีบและทำให้เกิดอาการเหนื่อยหอบได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคหอบหืด เช่น ปอดอักเสบจากการติดเชื้อ

ดังนั้นเวลาพ่อแม่พาลูกที่อายุยังน้อย โดยเฉพาะน้อยกว่า 5 ปี มาโรงพยาบาลด้วยอาการหอบเหนื่อยและ
ได้รับการพ่นยา ก็อย่าเพิ่งวิตกกังวลว่าผู้ป่วยจะเป็นโรคหอบหืด เพราะเด็กอาจเป็นแค่การติดเชื้อในช่วงสั้นๆและหายเองได้ แต่ก็มีผู้ป่วยเด็กส่วนหนึ่งที่มีอาการหอบหืดกำเริบบ่อยๆ จนกลายเป็นโรคหอบหืดตามมา
  • ในผู้ใหญ่ : อาจเกิดจากภาวะหัวใจวายแล้วน้ำท่วมปอด หรือโรคถุงลมโป่งพอง (โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการเหนื่อยตอนที่อายุมาก ร่วมกับมีประวัติสูบบุหรี่ปริมาณมาก)

ขั้นตอนการวินิจโรคนี้ ประกอบด้วย
  1. การซักประวัติ : เพื่อดูว่า
    • อาการของผู้ป่วยเข้าได้กับโรคหอบหืดหรือไม่
    • ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหอบหืดหรือไม่ ที่สำคัญคือ ประวัติญาติสายตรงป่วยเป็นโรคหอบหืด หรือผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อย่างอื่นร่วมด้วย
  2. การตรวจร่างกาย : เพื่อหาเสียงวี้ดจากหลอดลมในปอดอุดตัน แต่อาจตรวจไม่พบในภาวะที่ผู้ป่วยไม่มีอาการกำเริบ ดังนั้นจึงต้องอาศัยการส่งตรวจทางห้องปฎิบัติการเพิ่มเติม
  3. การส่งตรวจทางห้องปฎิบัติการเพิ่มเติม :
    1. การตรวจหน้าที่การทำงานของปอด (Lung function test) : ดูจำนวนอากาศที่ผ่านเข้าออกจากปอดเวลาหายใจเข้าลึกๆ ในโรคนี้จะพบว่ามีอาการตีบตันของทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้มีลมออกจากปอดน้อยกว่าปกติ หลังจากนั้นจะทำการพ่นยาขยายหลอดลมแล้วตรวจการทำงานของปอดซ้ำ ถ้าพบว่ามีอากาศผ่านออกจากปอดมากขึ้นหลังพ่นยาขยายหลอดลม แสดงว่าผู้ป่วยเป็นโรคหอบหืด
    2. การให้สารกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดกำเริบ : ใช้ในกรณีที่การตรวจหน้าที่การทำงานของปอดปกติ แต่สงสัยว่าผู้ป่วยจะเป็นโรคหอบหืด การทดสอบนี้ทำได้โดย ให้ผู้ป่วยสูดสารบางอย่างที่สามารถกระตุ้นให้เกิดหลอดลมหดตัวแล้วกระตุ้นให้อาการหอบหืดกำเริบได้ แต่การทดสอบนี้ไม่เป็นที่นิยม

ภาวะแทรกซ้อน

  • เวลามีอาการหอบหืดกำเริบ ต้องไปพ่นยาที่ห้องฉุกเฉินบ่อยๆ บางคนอาจอากการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าไปโรงพยาบาลไม่ทัน
  • มีหลอดลมตีบแคบอย่างถาวร (จากการอักเสบเรื้อรัง ดังที่กล่าวไปแล้ว) ทำให้อาการหอบหืดกำเริบบ่อยขึ้นและแต่ละครั้งก็อาการรุนแรงขึ้น
  • ได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยาควบคุมอาการหอบหืดบางตัวเป็นระยะเวลานาน แต่พบได้น้อย

การรักษาและยา

การรักษาโรคนี้ประกอบด้วย

  1. การปฏิบัติตัวที่เหมาะสม
    • หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้อาการหอบหืดกำเริบ : เป็นการรักษาที่ทำได้ง่ายและสำคัญมาก

สำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่รู้ปัจจัยกระตุ้นชัดเจน ให้หลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นสาเหตุกระตุ้นให้อาการหอบหืด กำเริบได้ในคนส่วนใหญ่ คือ ไรฝุ่น (หมั่นทำความสะอาดบ้านบ่อยๆ , พยายามให้มีของใช้ในห้องนอนให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีแหล่งสะสมไรฝุ่นน้อยที่สุด, ไม่เล่นของเล่นที่มีขน เช่น ตุ้กตาหมี) , หลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์ที่มีขน เช่น สุนัขและแมว , เกษรดอกไม้, ปีกแมลงสาบ (ดูแลบ้านให้สะอาด ไม่มีเศษอาหารตกค้าง) เป็นต้น
  • การปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการหอบหืดกำเริบ : ไม่ควรตกใจ ควรหายใจเข้าช้าๆ และหายใจออกทางปากโดยทำปากจู๋คล้ายผิวปาก โดยพยายามเป่าลมออกช้าๆ และให้ออกมากที่สุด ลมจะได้ไม่ค้างในปอดมาก ทำให้อาการอึดอัดแน่นหน้าอกน้อยลง
  1. การใช้ยา : ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ที่ผู้ป่วยต้องใช้ร่วมกัน
    1. ยาที่ใช้ทุกวัน เพื่อควบคุมไม่ให้มีอาการหอบหืดกำเริบ (Long-term control medication) : มีทั้งชนิดยากินและยาพ่นแบบพกพา ออกฤทธิ์โดยต้านการอักเสบในทางเดินหายใจ จะช่วยให้เกิดอาการกำเริบน้อยครั้งลงและความรุนแรงลดลง, ลดการใช้ยาขยายหลอดลมเฉียบพลัน, ลดการมาโรงพยาบาลเพื่อพ่นยาที่ห้องฉุกเฉินและที่สำคัญ คือ ช่วยลดโอกาสเกิดหลอดลมตีบแคบอย่างถาวรได้

ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของยาควบคุมอาการ และพิจารณาปรับยาให้เหมาะสม ผู้ป่วยไม่ควรปรับเพิ่มยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะถ้าใช้ยาเกินขนาด จะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาและทำให้อาการหอบหืดแย่ลงได้
  1. ยาที่ใช้รักษาเวลามีอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลัน (Short-term rescue medication) : ยากลุ่มนี้เป็นยาขยายหลอดลมที่ออกฤทธิ์เร็ว ทำให้ทางเดินหายใจที่ตีบแคบ กว้างขึ้นทันที จึงช่วยให้อาการหอบเหนื่อยลดลงได้เร็ว แต่เนื่องจากยาออกฤทธิ์ได้สั้น จึงไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้แค่อย่างเดียว เพราะไม่ช่วยควบคุมอาการในระยะยาวและไม่ช่วยชะลอการดำเนินโรค

รูปแบบของยาขยายหลอดลม มี 3 แบบ คือ
  • ยากิน : มักใช้ในเด็กเล็ก ที่ยังพ่นยาไม่เป็น ข้อดีคือใช้ง่าย แต่ข้อเสียคือ ออกฤทธิ์ช้ากว่ายาพ่นและมีผลข้างเคียงมากกว่า เช่น อาการใจสั่น
  • ยาพ่นแบบพกพา : จะให้ผู้ป่วยพกติดตัว และพ่นเวลาเริ่มมีอาการหายใจเหนื่อยหรือก่อนออกกำลังกายในรายที่การออกกำลังกายกระตุ้นให้หอบหืดกำเริบ โดยถ้าพ่นประมาณ 3 ครั้งแล้วไม่ดีขึ้น ควรรีบมาโรงพยาบาล
  • ยาพ่นแบบละอองฝอย : ส่วนใหญ่พ่นที่โรงพยาบาล

แหล่งอ้างอิง

  1. WWW.mayoclinic.com
  2. วิทยา ศรีดามา. Evidence-based clinical practice guideline ทางอายุรศาสตร์ 2548. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พิมพ์ครั้งที่ 4. 2548; 362-367.
  3. สมจิตต์ จารุรัตนศิริกุล และมาลัย ว่องชาญชัยเลิศ. กุมารเวชศาสตร์ผู้ป่วยนอก. หน่วยผลิตตำราคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. 2549; 120-134.
  4. Gina guideline for management of asthma 2009.

Share |

04 มิถุนายน 2553 19 มิถุนายน 2553
A B C D E F G H I J K L M
N O P Q R S T U V W X Y Z

เนื้อหาเกี่ยวกับโรคทั้งหมดเรียบเรียงโดยแพทย์หรือนักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้การดูแลของแพทย์ และผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเนื้อหาโดยแพทย์อีกอย่างน้อย 1 ท่าน เนื้อหาในเว็บไซต์นี้ ไม่มุ่งประโยชน์ทางการค้า และไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากองค์กรแสวงหาผลกำไรใด ๆ

เพื่อนแนะนำ : เงินด่วน 30 นาทีถูกกฎหมาย, เราชนะรอบ 4, ยืมเงิน 3000 ด่วน, แอพผ่อนของ, กู้เงิน, สมัครบัตรเครดิต, สินเชื่อไม่เช็ค บูโรถูกกฎหมาย